อับดุรเราะหฺมาน บินชิมามะฮฺ เล่าว่า : เมื่อท่านอัมรู บินอัลอาศ ใกล้จะเสียชีวิต ท่านร้องไห้ออกมา อับดุลลอฮฺ (บินอัมรู) ลูกชายของท่านจึงถามว่า “พ่อร้องไห้ทำไม? พ่อกลัวตายหรือครับ?” ท่านอัมรูตอบว่า “เปล่าเลย ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พ่อกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นมากกว่า” อับดุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “พ่ออยู่บนความดีงามแล้ว” แล้วเขาก็เอ่ยถึงมิตรภาพระหว่างท่านอัมรูกับท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และการพิชิตแผ่นดินชาม ท่านอัมรูจึงกล่าวว่า “ลูกข้ามสิ่งที่มีค่ามากกว่านั้นไปนะ คือการปฏิญาณตนว่า ‘ไม่มีพระเจ้า (ที่แท้จริง) นอกจากอัลลอฮฺ’ แท้จริงพ่อเคยมีชีวิตอยู่ใน 3 สภาพ และไม่มีสภาพใดเว้นแต่พ่อจะรู้ตัวดีว่ากำลังอยู่ในสภาพนั้น (1) พ่อเคยเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา (กาฟิร) มาก่อน และ (2) พ่อเคยเป็นคนที่ (ต่อต้านอย่าง) รุนแรงต่อท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ถ้าพ่อตายไปในตอนนั้น พ่อจะต้องตกนรกแน่นอน และ (3) ตอนที่พ่อให้สัตยาบันกับท่านเราะสูลุลลอฮฺนั้น พ่อคือคนที่รู้สึกอายต่อท่านมากที่สุด พ่อจึงไม่มองท่านและไม่เคยขอความเห็นจากท่านในสิ่งที่พ่อต้องการเลย จนกระทั่งท่านได้กลับไปหาอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกียรติและสูงส่งยิ่ง และพ่อก็ยังรู้สึกอายต่อท่าน (เหมือนเดิม) ถ้าพ่อตายไปในวันนี้ ผู้คนจะพูดว่า ‘ขอแสดงความยินดีกับอัมรู เขาเข้ารับอิสลามและอยู่บนความดีงาม แล้วเขาก็เสียชีวิตและหวังว่าเขาจะได้เข้าสวรรค์’ แต่แล้วต่อมา พ่อก็คลุกคลีอยู่กับอำนาจและเงินทอง และพ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือความหายนะหรือความดีงามสำหรับพ่อ ดังนั้นหากพ่อตายไป ลูกอย่าได้ร้องไห้ให้กับพ่อเด็ดขาด และอย่าได้ติดตามพ่อด้วยกับคำชมหรือกองไฟ และขอให้ลูกรัดผ้าของพ่อให้แน่น เพราะพ่อจะโต้เถียง (กับคนที่ขัดแย้งด้วย) ลูกจงค่อย ๆ ถมดินลงบนตัวพ่อ เพราะซี่โครงข้างขวาของพ่อไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะสัมผัสกับดินมากไปกว่าซี่โครงข้างซ้าย และอย่าได้วางไม้หรือก้อนหินบนหลุมศพของพ่อเด็ดขาด และเมื่อลูกต้องการจากพ่อไป ขอให้ลูกนั่งลงใกล้ ๆ (หลุมกุบูรของ) พ่อนานเท่าเวลาที่ใช้เชือดอูฐและเนื้อของมัน เพราะพ่อรู้สึกดีกับลูก ๆ เสมอ”
(บันทึกโดยอะหมัด หะดีษเลขที่ 17780 ด้วยสายรายงานที่เศาะฮีหฺ)