وَعَنْ صُهَيْبٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ { كَانَ مَلِكٌ فِيمَنْ قَبْلَكُمْ، وَكَانَ لَهُ سَاحِرٌ، فَلَمَّا كَبِرَ قَالَ لِلْمَلِكِ : إِنِّي قَدْ كَبِرْتُ فَابْعَثْ إِلَيَّ غُلَامًا أُعَلِّمْهُ السِّحْرَ؟، فَبَعَثَ إِلَيْهِ غُلَامًا يُعَلِّمُهُ، وَكَانَ فِي طَرِيقِهِ إِذَا سَلَكَ رَاهِبٌ، فَقَعَدَ إِلَيْهِ وَسَمِعَ كَلَامَهُ فَأَعْجَبَهُ، وَكَانَ إِذَا أَتَى السَّاحِرَ مَرَّ بِالرَّاهِبِ وَقَعَدَ إِلَيْهِ، فَإِذَا أَتَى السَّاحِرَ ضَرَبَهُ، فَشَكَا ذَلِكَ إِلَى الرَّاهِبِ، فَقَالَ: إِذَا خَشِيتَ السَّاحِرَ فَقُلْ : حَبَسَنِي أَهْلِي، وَإِذَا خَشِيتَ أَهْلَكَ فَقُلْ : حَبَسَنِي السَّاحِرُ،
فَبَيْنَمَا هُوَ عَلَىٰ ذَلِكَ إِذْ أَتَى عَلَىٰ دَابَّةٍ عَظِيمَةٍ قَدْ حَبَسَتِ النَّاسَ، فَقَالَ : الْيَوْمَ أَعْلَمُ السَّاحِرُ أَفْضَلُ أَمِ الرَّاهِبُ أَفْضَلُ ؟ فَأَخَذَ حَجَرًا، فَقَالَ : اللَّهُمَّ إِنْ كَانَ أَمْرُ الرَّاهِبِ أَحَبَّ إِلَيْكَ مِنْ أَمْرِ السَّاحِرِ فَاقْتُلْ هَذِهِ الدَّابَّةَ حَتَّىٰ يَمْضِيَ النَّاسُ، فَرَمَاهَا فَقَتَلَهَا وَمَضَى النَّاسُ، فَأَتَى الرَّاهِبَ فَأَخْبَرَهُ، فَقَالَ لَهُ الرَّاهِبُ : أَيْ بُنَيَّ! أَنْتَ الْيَوْمَ أَفْضَلُ مِنِّي، قَدْ بَلَغَ مِنْ أَمْرِكَ مَا أَرَى، وَإِنَّكَ سَتُبْتَلَى، فَإِنِ ابْتُلِيتَ فَلَا تَدُلَّ عَلَيَّ. وَكَانَ الْغُلَامُ يُبْرِىءُ الْأَكْمَهَ وَالْأَبْرَصَ، وَيُدَاوِي النَّاسَ مِنْ سَائِرِ الْأَدْوَاءِ،
فَسَمِعَ جَلِيسٌ لِلْمَلِكِ كَانَ قَدْ عَمِيَ، فَأَتَاهُ بِهَدَايَا كَثِيرَةٍ، فَقَالَ : مَا هَاهُنَا لَكَ أَجْمَعُ إِنْ أَنْتَ شَفَيْتَنِي، فَقَالَ : إِنِّي لَا أَشْفِي أَحَدًا، إِنَّمَا يَشْفِي اللَّهُ تَعَالَى، فَإِنْ آمَنْتَ بِاللَّهِ تَعَالَىٰ دَعَوْتُ اللَّهَ فَشَفَاكَ، فآمَنَ بِاللَّهِ تَعَالَىٰ فَشَفَاهُ اللَّهُ تَعَالَى، فَأَتَى الْمَلِكَ فَجَلَسَ إِلَيْهِ كَمَا كَانَ يَجْلِسُ فَقَالَ لَهُ الْمَلِكُ : مَنْ رَدَّ عَلَيْكَ بَصَرَكَ؟، قَالَ: رَبِّي، قَالَ : وَلَكَ رَبٌّ غَيْرِي؟!، قَالَ : رَبِّي وَرَبُّكَ اللَّهُ، فَأَخَذَهُ فَلَمْ يَزَلْ يُعَذِّبُهُ حَتَّىٰ دَلَّ عَلَى الْغُلَامِ، فَجِيءَ بِالْغُلَامِ، فَقَالَ لَهُ الْمَلِكُ : أَيْ بُنَيَّ! قَدْ بَلَغَ مِنْ سِحْرِكَ مَا تُبْرِىءُ الْأَكْمَهَ وَالْأَبْرَصَ، وَتَفْعَلُ وَتَفْعَلُ، فَقَالَ : إِنِّي لَا أَشْفِي أَحَدًا، إِنَّمَا يَشْفِي اللَّهُ تَعَالَى، فَأَخَذَهُ فَلَمْ يَزَلْ يُعَذِّبُهُ حَتَّىٰ دَلَّ عَلَى الرَّاهِبِ، فَجِيءَ بِالرَّاهِبِ فَقِيلَ لَهُ : ارْجِعْ عَنْ دِينِكَ، فَأَبَى، فَدَعَا بِالْمِنْشَارِ، فَوُضِعَ الْمِنْشَارُ فِي مَفْرِقِ رَأْسِهِ، فَشَقَّهُ حَتَّىٰ وَقَعَ شِقَّاهُ، ثُمَّ جِيءَ بِجَلِيسِ الْمَلِكِ، فَقِيلَ لَهُ : ارْجِعْ عَنْ دِينِكَ فَأَبَى، فَوُضِعَ الْمِنْشَارُ فِي مَفْرِقِ رَأْسِهِ، فَشَقَّهُ بِهِ حَتَّىٰ وَقَعَ شِقَّاهُ، ثُمَّ جِيءَ بِالْغُلَامِ، فَقِيلَ لَهُ : ارْجِعْ عَنْ دِينِكَ، فَأَبَى،
فَدَفَعَهُ إِلَىٰ نَفَرٍ مِنْ أَصْحَابِهِ، فَقَالَ : اذْهَبُوا بِهِ إِلَىٰ جَبَلِ كَذَا وَكَذَا فَاصْعَدُوا بِهِ الْجَبَلَ، فَإِذَا بَلَغْتُمْ ذِرْوَتَهُ فَإِنْ رَجَعَ عَنْ دِينِهِ وَإِلَّا فَاطْرَحُوهُ، فَذَهَبُوا بِهِ فَصَعَدُوا بِهِ الْجَبَلَ، فَقَالَ : اللَّهُمَّ اكْفِنِيهِمْ بِمَا شِئْتَ، فَرَجَفَ بِهِمُ الْجَبَلُ فَسَقَطُوا، وَجَاءَ يَمْشِي إِلَىٰ الْمَلِكِ، فَقَالَ لَهُ الْمَلِكُ : مَا فُعِلَ بِأَصْحَابِكَ ؟ فَقَالَ: كَفَانِيهِمُ اللَّهُ تَعَالَىٰ، فَدَفَعَهُ إِلَىٰ نَفَرٍ مِنْ أَصْحَابِهِ، فَقَالَ : اذْهَبُوا بِهِ فَاحْمِلُوهُ فِي قُرْقُورٍ وَتَوَسَّطُوا بِهِ الْبَحْرَ، فَإِنْ رَجَعَ عَنْ دِينِهِ وَإِلَّا فَاقْذِفُوهُ، فَذَهَبُوا بِهِ، فَقَالَ : اللَّهُمَّ اكْفِنِيهِمْ بِمَا شِئْتَ، فَانْكَفَأَتْ بِهِمُ السَّفِينَةُ فَغَرِقُوا، وَجَاءَ يَمْشِي إِلَىٰ الْمَلِكِ، فَقَالَ لَهُ الْمَلِكُ : مَا فُعِلَ بِأَصْحَابِكَ ؟ فَقَالَ : كَفَانِيهِمُ اللَّهُ تَعَالَىٰ، فَقَالَ لِلْمَلِكِ : إِنَّكَ لَسْتَ بِقَاتِلِي حَتَّىٰ تَفْعَلَ مَا آمُرُكَ بِهِ، قَالَ: مَا هُوَ؟ قَالَ : تَجْمَعُ النَّاسَ فِي صَعِيدٍ وَاحِدٍ، وَتَصْلِبُنِي عَلَىٰ جِذْعٍ، ثُمَّ خُذْ سَهْمًا مِنْ كِنَانَتِي، ثُمَّ ضَعِ السَّهْمَ فِي كَبِدِ الْقَوْسِ، ثُمَّ قُلْ : بِسْمِ اللَّهِ رَبِّ الْغُلَامِ، ثُمَّ ارْمِنِي، فَإِنَّكَ إِذَا فَعَلْتَ ذَلِكَ قَتَلْتَنِي،
فَجَمَعَ النَّاسَ فِي صَعِيدٍ وَاحِدٍ، وَصَلَبَهُ عَلَىٰ جِذْعٍ، ثُمَّ أَخَذَ سَهْمًا مِنْ كِنَانَتِهِ، ثُمَّ وَضَعَ السَّهْمَ فِي كَبِدِ الْقَوْسِ، ثُمَّ قَالَ : بِسْمِ اللَّهِ رَبِّ الْغُلَامِ، ثُمَّ رَمَاهُ فَوَقَعَ السَّهْمُ فِي صُدْغِهِ، فَوَضَعَ يَدَهُ فِي صُدْغِهِ فَمَاتَ. فَقَالَ النَّاسُ : آمَنَّا بِرَبِّ الْغُلَامِ. فَأُتِيَ الْمَلِكُ، فَقِيلَ لَهُ : أَرَأَيْتَ مَا كُنْتَ تَحْذَرُ قَدْ وَاللَّهِ نَزَلَ بِكَ حَذَرُكَ، قَدْ آمَنَ النَّاسُ، فَأَمَرَ بِالْأُخْدُودِ بِأَفْوَاهِ السِّكَكِ فَخُدَّتْ، وَأُضْرِمَ فِيهَا النِّيرَانُ، وَقَالَ : مَنْ لَمْ يَرْجِعْ عَنْ دِينِهِ فَأَقْحِمُوهُ فِيهَا أَوْ قِيلَ لَهُ : اقْتَحِمْ ، فَفَعَلُوا، حَتَّىٰ جَاءَتِ امْرَأَةٌ وَمَعَهَا صَبِيٌّ لَهَا، فَتَقَاعَسَتْ أَنْ تَقَعَ فِيهَا، فَقَالَ لَهَا الْغُلَامُ : يَا أُمَّاهُ اصْبِرِي فَإِنَّكِ عَلَىٰ الْحَقِّ } رَوَاهُ مُسْلِم
รายงานจากท่านอบูซัยดฺ อุสามะฮฺ บินซัยดฺ บินหาริษะฮฺ อดีตทาสรับใช้ของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และผู้เป็นที่รักของท่าน และลูชายของผู้เป็นที่รักของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า : ลูกสาวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม (หมายถึง ท่านหญิงซัยนับ) ได้ส่งคนมา (หาท่านนบี โดยฝากบอกว่า) “แท้จริงลูกชายของหนูกำลังจะสิ้นใจ ขอให้ท่านมาหาพวกเราด้วยเถิด” ท่านนบีก็ได้ส่งคนไปฝากสลามและกล่าวว่า “แท้จริงสิ่งที่อัลลอฮฺเอาไปเป็นของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์ให้ก็เป็นของพระองค์ และทุกสิ่งมีกำหนดเวลาที่แน่นอน ณ ที่พระองค์ ดังนั้น จงอดทนและหวังผลบุญจากพระองค์เถิด” แล้วเธอก็ได้ส่งคนไปหาท่านนบีอีกครั้งเพื่อกล่าวสาบานขอให้ท่านมาหาให้ได้ ท่านจึงลุกขึ้นพร้อมกับท่านสะอฺดฺ บินอุบาดะฮฺ, ท่านมุอ๊าซ บินญะบัล, ท่านอุบัย บินกะอบฺ, ท่านซัยดฺ บินษาบิต และคนอื่น ๆ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม แล้วเด็กน้อยก็ถูกอุ้มมายังท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านก็นำเด็กคนนั้นมาวางบนตักของท่าน ในขณะที่ชีวิตของเขากำลังจะหลุดออกไป แล้วน้ำตาของท่านนบีก็ไหลออกมา ท่านสะอฺดฺจึงกล่าวว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺครับ (น้ำตา) นี่คืออะไรหรือครับ?” ท่านตอบว่า “นี่คือความเมตตาที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงสร้างไว้ในหัวใจของปวงบ่าวของพระองค์” และในอีกรายงานหนึ่งระบุว่า “(นี่คือความเมตตาที่อัลลอฮฺทรงสร้างไว้) ในหัวใจของผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ และแท้จริงแล้วอัลลอฮฺจะทรงเมตตาผู้ที่มีเมตตาในหมู่ปวงบ่าวของพระองค์”
และรายงานจากท่านศุฮัยบฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า : ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า : ก่อนหน้าพวกท่านมีกษัตริย์คนหนึ่ง เขามีนักไสยศาสตร์ เมื่อนักไสยศาสตร์คนนี้ชราภาพมากแล้ว เขาก็ได้กล่าวกับกษัตริย์ว่า “ฉันชราภาพมากแล้ว โปรดส่งเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาให้ฉันสอนวิชาไสยศาสตร์แก่เขาด้วยเถิด” แล้วเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็ถูกส่งตัวไปให้เขาสอน โดยระหว่างทาง เด็กหนุ่มได้พบกับนกพรตคนหนึ่ง เด็กหนุ่มนั่งลงและรับฟังคำพูด (เทศนา) ของนักพรตแล้วรู้สึกประทับใจ ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มเดินทางไปหานักไสยศาสตร์ เขาก็จะแวะไปหานักพรตและนั่งฟังเขา เมื่อเด็กหนุ่มมาถึง (ช้า) นักไสยศาสตร์ก็ตีเขา (เพื่อเป็นการลงโทษ) เด็กหนุ่มจึงปรารภเรื่องนี้กับนักพรต เขาก็แนะนำว่า “หากเจ้ากลัวนักไสยศาสตร์ (จะลงโทษเพราะมาสาย) ก็จงบอกกล่าวว่า ‘ครอบครัวของผมรั้งตัวไว้’ และหากเจ้ากลัวครอบครัว (จะตำหนิหรือลงโทษเพราะกลับช้า) ก็จงกล่าวว่า ‘ผู้เฒ่าไสยศาสตร์รั้งตัวของผมไว้’”
แล้ว (วันหนึ่ง) ขณะที่เด็กหนุ่มดำเนินไปเช่นนั้น เขาก็ได้พบกับสัตว์ตัวใหญ่ที่ขวางทางสัญจรของผู้คน เด็กหนุ่มก็ได้กล่าวว่า “วันนี้ฉันจะพิสูจน์ให้รู้ว่า ใครดีกว่ากันระหว่างนักไสยศาสตร์กับนักพรต?” แล้วเขาก็หยิบก้อนหินขึ้นมาและพูดว่า “โอ้อัลลอฮ หากคำสอนของนักพรตเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงรักมากกว่าคำสอนของนักไสยศาสตร์ โปรดฆ่าสัตว์ใหญ่ตัวนี้ด้วยเถิด ผู้คนจะได้สัญจรตามปกติ” แล้วเด็กหนุ่มก็ขว้างก้อนหินใส่สัตว์ตัวนั้น มันตายลง และผู้คนก็สัญจรได้ตามปกติ เด็กหนุ่มรีบไปหานักพรตและเล่าเรื่องนี้ให้กับเขา นักพรตได้กล่าวกับเด็กหนุ่มว่า “เจ้าลูกน้อย เจ้าในวันนี้ดีกว่าตัวฉันเสียอีก เจ้าได้บรรลุถึงจุดที่เจ้าก็ได้เห็นแล้ว และแน่นอนเจ้าจะถูกทดสอบ ดังนั้น หากเจ้าถูกทดสอบ ก็อย่าได้บอกใครเกี่ยวกับฉัน” เด็กหนุ่มคนนี้สามารถรักษาคนที่ตาบอดและโรคเรื้อน และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้
บริวารคนหนึ่งของกษัตริย์เป็นคนตาบอด เขาได้มาหาเด็กหนุ่มพร้อมกับของขวัญมากมาย เขากล่าว “ของทั้งหมดนี้ฉันรวบรวมมาให้เจ้า หากเจ้ารักษาฉันได้” เด็กหนุ่มตอบว่า “ผมไม่สามารถรักษาใครได้ มีเพียงอัลลอฮ ตะอาลา เท่านั้นที่รักษาได้ หากท่านศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ฉันจะวิงวอนขอให้พระองค์รักษาท่าน” เขาจึงศรัทธาต่ออัลลอฮ และพระองค์ก็รักษาดวงตาของเขา (จนกลับมามองเห็นได้) แล้วเขาก็กลับไปหากษัตริย์ แล้วนั่งรับใช้ตามปกติ กษัตริย์ก็ได้ถามเขาว่า “ใครกันที่ทำให้เจ้ามองเห็นได้?” เขาตอบว่า “พระเจ้าของข้าเอง” กษัตริย์ถามต่อว่า “เจ้ามีพระเจ้าอื่นนอกเหนือจากข้าด้วยหรือ?” เขาตอบว่า “พระเจ้าของข้าและพระเจ้าของท่านคืออัลลอฮ” กษัตริย์จึงลงโทษบริวารคนนี้ ทรมานเขา จนกระทั่งเขาต้องพูดถึงเด็กหนุ่ม เด็กหนุ่มถูกนำตัวมา กษัตริย์พูดกับเด็กหนุ่มว่า “เจ้าลูกชาย วิชาไสยศาสตร์ของเจ้าบรรลุถึงขั้นสูงแล้ว เจ้าสามารถรักษาคนตาบอดและเป็นโรคเรื้อนได้ และอื่น ๆ ที่เจ้าได้ทำไป” เด็กหนุ่มตอบว่า “ผมไม่สามารถรักษาใครได้ครับ อัลลอฮฺ ตะอาลา ต่างหากที่รักษา” กษัตริย์จงลงโทษเด็กหนุ่ม ทรมานเขา จนกระทั่งเขาต้องเอ่ยถึงนักพรต นักพรตจึงถูกนำตัวมา มีคำสั่งแก่เขาว่า “จงทิ้งศาสนาของเจ้าสะ” นักพรตปฏิเสธ กษัตริย์จึงเรียกหาเลื่อย เลื่อยเหล็กจึงถูกนำมาวางไว้บนศีรษะของเขา แล้วเขาก็ถูกเลื่อยจนกระทั่งร่างกายแยกออกเป็นสองส่วน หลังจากนั้นบริวารตาบอดของกษัตริย์ก็ถูกนำตัวไปเช่นกัน มีคำสั่งแก่เขาว่า “จงทิ้งศาสนาของเจ้าสะ” แต่เขาก็ปฏิเสธ เลื่อยเหล็กจึงถูกนำมาวางไว้บนศีรษะของเขา และถูกก็เลื่อยจนร่างแยกเป็นสองส่วน หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็ถูกนำตัวมา มีคำสั่งแก่เขาว่า “จงทิ้งศาสนาของเจ้าเสีย” แต่เขาก็ปฏิเสธเช่นกัน
กษัตริย์จึงสั่งทหารของเขาจับตัวเด็กหนุ่มคนนี้ไว้ แล้วกล่าวว่า “จงนำตัวเด็กนี้ขึ้นไปยังภูเขาลูกนั้นลูกนี้ และจงปีนขึ้นไป เมื่อพวกเจ้าขึ้นไปถึงยอดเขาแล้ว หากเขากลับตัวจากศาสนาของเขา (ก็ปล่อยตัวไปได้) มิฉะนั้นก็จงโยนเขาลงมา” แล้วทหารก็นำตัวเด็กหนุ่มไปและขึ้นไปยังยอดเขา เด็กหนุ่มก็ได้ขอดุอาอ์ว่า “โอ้อัลลอฮ โปรดปกป้องบ่าวจากพวกเขา ตามแต่พระองค์จะประสงค์ด้วยเถิด” ภูเขาก็สั่นไหวอย่างรุนแรง กระทั่งพวกทหารตกเขาไป แต่เด็กหนุ่ม (ปลอดภัยและ) เดินทางกลับไปหากษัตริย์ กษัตริย์ถามเด็กหนุ่มว่า “เจ้าทำอะไรกับสหายของเจ้า?” เด็กหนุ่มตอบว่า “อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงปกป้องฉันจากพวกเขา” กษัตริย์จึงสั่งทหารของเขาจับตัวไว้และกล่าวว่า “จงนำตัวเด็กคนนี้ไปขึ้นเรือแล้วแล่นไปกลางทะเล หากเขากลับตัวจากศาสนาของเขา (ก็ปล่อยตัวไปได้) มิฉะนั้นก็จงโยนเขาทิ้งทะเลได้เลย” แล้วทหารก็พาเขาไป (เมื่อถึงกลางทะเล) เด็กหนุ่มได้ขอดุอาอ์ว่า “โอ้อัลลอฮ โปรดปกป้องบ่าวจากพวกเขา ตามแต่พระองค์ทรงประสงค์ด้วยเถิด” เรือก็พลิกคว่ำกลางทะเล พวกทหารจมน้ำกันทั้งหมด แต่เด็กหนุ่ม (ปลอดภัยและ) เดินทางกลับไปหากษัตริย์ กษัตริย์ถามเขาว่า “เกิดอะไรขึ้นกับสหายของเจ้า?” เด็กหนุ่มตอบว่า “อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงปกป้องฉันจากพวกเขา” และเด็กหนุ่มได้กล่าวกับกษัตริย์ด้วยว่า “ท่านไม่สามารถสังหารฉันได้หรอก จนกว่าท่านจะทำตามที่ฉันสั่งเท่านั้น” กษัตริย์ถามว่า “คืออะไร?” เขาตอบว่า “ท่านจงเรียกผู้คนให้มารวมตัวกันที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง และมัดฉันไว้กับต้นไม้ จากนั้นก็ท่านจงหยิบศรธนูออกมาจากกระเป๋าของฉัน แล้ววางมันไว้กลางคันธนู แล้วกล่าวว่า ‘ด้วยพระนามของอัลลอฮ พระเจ้าของเด็กหนุ่ม’ จากนั้นก็ยิงมันมาที่ฉัน แน่นอนหากท่านทำตามนี้ ท่านก็จะสามารถสังหารฉันได้”
กษัตริย์จึงรวบรวมผู้คนที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง และมัดเด็กหนุ่มไว้กับต้นไม้ จากนั้นก็หยิบลูกศรมาจากกระเป๋าของเด็กหนุ่ม และวางมันไว้กลางคันธนู พร้อมกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮ พระเจ้าของเด็กหนุ่ม” แล้วเขาก็ยิงลูกศรออกไปปักลงบนหน้าอกของเด็กหนุ่ม เด็กหนุ่มยกมือขึ้นมาวางบนหน้าอกของตนเอง แล้วก็เสียชีวิต ผู้คนจึงพูดว่า “เราศรัทธาต่ออัลลอฮ พระเจ้าของเด็กหนุ่ม” เมื่อเรื่องนี้ไปถึงกษัตริย์ มีคำพูดกล่าวกับกษัตริย์ว่า “ท่านได้เห็นสิ่งที่ท่านกังวลใจแล้ว ขอสาบานต่ออัลลอฮ ช่วงเวลาที่ท่านหวาดกลัวได้มาถึงแล้ว ผู้คนศรัทธา (ต่ออัลลอฮ) กันแล้ว” กษัตริย์จึงสั่งให้ขุดหลุมขนาดใหญ่ตามถนนหนทาง มันก็ถูกขุด แล้วไฟก็ถูกจุดขึ้นมา กษัตริย์กล่าวว่า “ใครก็ตามที่กลับตัวจากศาสนาของเขา ก็จงโยนเขาลงไปในหลุมไฟนี้” หรือสั่งเขาว่า “จงกระโดดลงไป” พวกเขาก็ทำ กระทั่งหญิงคนหนึ่งได้มาพร้อมกับลูกน้อยของเธอ เธอลังเลใจที่จะกระโดดลงไป ลูกน้อยจึงพูดกับเธอ “แม่จ๋า อดทนเถิด แท้จริงแม่นั้นอยู่บนสัจธรรม”
(บันทึกโดยมุสลิม)